Wednesday, March 15, 2017

ศึกชิงเก้าอี้เจ้าอาวาส



ศึกชิงเก้าอี้เจ้าอาวาส


        เห็นหัวข้อข่าวจากหนังสือพิมพ์แล้ว ทำให้ผู้เขียนต้องย้อนกลับมานึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว



        ครั้งนั้นประมาณปี พ.ศ. 2535 ด้วยสำนึกในพระคุณของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อธัมมชโย ได้เมตตาส่งพระชุดแรกให้มาประจำที่บ้านเซอริโตส สหรัฐอเมริกา เพื่อรวบรวมสาธุชนให้มาประพฤติปฏิบัติธรรมโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสืบสานมโนปณิธานของหลวงปู่ คือการขยายวิชชาธรรมกายไปสู่ชาวโลก ต่อมาได้ขยับขยายมาซื้อวัดพุทธเมย์วูด ซึ่งเป็นวัดสาขาแห่งแรกในต่างประเทศ

        ความจริงแล้วก่อนนั้นก็ได้ส่งพระภิกษุหนุ่ม ที่มีความเฉลียวฉลาด ให้มาร่ำเรียนเพื่อจะได้ทำหน้าที่เผยแผ่ต่อไป และภิกษุหนุ่มท่านนี้ ก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อมีวัดเกิดขึ้น

        อนิจจา ความหวังนั้นต้องพังลง เนื่องจากผู้บริหารที่วัดทุกรูป ต่างก็ตระหนักดีว่า ภิกษุหนุ่มนั้น เรียนเก่งจริง แต่บริหารไม่เป็น จึงตั้งพระภิกษุรูปอื่นให้เป็นเจ้าอาวาส เป็นเหตุให้พระภิกษุหนุ่มเกิดอาการขัดเคืองในใจ ถึงกับไม่ยอมฉันร่วมกับเจ้าอาวาส แม้ว่าจะอยู่กุฏิเดียวกัน แต่ก็แทบจะไม่มองหน้า ไม่พูดคุยกับเจ้าอาวาส


        เท่านั้นยังไม่พอ แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าอาวาส ภิกษุหนุ่มรูปนั้น ก็ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสอีก จึงเกิดอาการไม่พอใจหนักยิ่งขึ้น กอรปกับการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีดังในสมัยนั้น แม้คณะกรรมการบริหารจะขอให้หยุด ก็ไม่ยอมหยุด การไม่เคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์จึงตามมา จนนำไปสู่การลาออกจากวัดไป


        ย้อนกลับมาในวันนี้ มีประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาว่า มีศึกชิงเก้าอี้เจ้าอาวาส ผู้เขียนเองในฐานะที่คลุกคลีกับพระผู้ใหญ่ในวัดทุกรูป ทราบดีว่าทุกรูปไม่มีใครอยากจะชิงกันเป็นเจ้าอาวาส เพราะท่านมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน มีความเคารพในครูบาอาจารย์ และถูกหล่อหลอมในเรื่องความกตัญญูจากคุณยายอาจารย์มาเป็นอย่างดี

        ดังนั้นการที่มีการจุดประเด็นเรื่องศึกชิงเก้าอี้เจ้าอาวาสนี้ จึงไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่มีคนเช่นอดีตพระภิกษุหนุ่มรูปนั้นแล้วในวัดพระธรรมกาย

        ที่ใช้คำว่า อดีตพระภิกษุหนุ่ม เนื่องจากปัจจุบันนี้ ท่านนั้นคือ

นายแพทย์มโน ผู้ตั้งประเด็นนี้นั่นเองครับ




อนาคาริก
03/15/17

Tuesday, March 14, 2017

ทำไม...คนพาลจึงชอบหาเรื่องพระ



ทำไม...คนพาลจึงชอบหาเรื่องพระ


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคำว่า “พระ” เสียก่อนนะ

คำว่า “พระ” มาจากคำว่า “วร” แปลว่า ประเสริฐ

        ดังนั้น หากผู้ใดก็ตามที่กล่าวว่าตนเป็นพระ จึงเป็นผู้ที่มีความตั้งใจว่าจะทำตัวให้ประเสริฐ ดังนั้น ผู้ที่จะทำตัวให้ประเสริฐได้ จะมีลักษณะใหญ่ ๆ อยู่ 3 ประการ คือ

        1.คิดดี คิดแต่เรื่องที่เป็นบุญกุศล

        2.พูดดี พูดแต่คำที่เป็นวาจาสุภาษิต

        3.ทำดี ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น

        ด้วยเหตุนี้ คนพาลจึงเห็นช่องทางในการจะหาเรื่องทำให้พระเสื่อมเสียได้ง่าย เพราะ “พระ” จะมีความเมตตา กรุณา และไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร มีแต่จะให้อภัยด้วยซ้ำ


        ยิ่งกฎหมายของเราใช้ระบบกล่าวหา ยิ่งเป็นเครื่องมือให้คนพาลเล่นงานได้ง่าย ผิดไม่ผิด กล่าวหาไปก่อน แล้วให้ไปแก้ทีหลัง ซึ่งหากใช้วิธีนี้กับคนพาลด้วยกันจะไม่ได้ เพราะจะมีการตอบโต้ เอาคืนแน่นอน


        หรือกรณีภาพตัดต่อ เนื่องจากต้องเป็นผู้เสียหายจึงจะฟ้องร้องให้ดำเนินคดีได้ คนพาลก็เลยได้ใจ เอาภาพของพระที่ท่านเป็นพระ มาตัดต่อเสีย ๆ หาย ๆ เพราะมั่นใจว่า "พระ" จะไม่ลงมาเล่นด้วย เหมือนกับที่นายมโนเคยเชียร์ให้คนทำเยอะๆ เพราะหลวงพ่อธัมมชโย ท่านไม่เอาความอยู่แล้ว


        ก็ขอฝากชาวพุทธทั้งหลายให้มีใจที่หนักแน่น ได้ยิน ได้ฟัง อะไรมาก็ตาม ให้มีสติ ตรองให้ชัดเจน หาข้อมูลให้ชัดแจ้ง อย่าเพิ่งไปเล่นตามกระแส เดี๋ยวจะกลายเป็นการสนับสนุนคนพาลไป


        อย่างไรก็ตาม แม้ "พระ" ท่านจะไม่เอาเรื่องเอาราว แต่เมื่อถึงเวลาละโลก ยมบาลท่านคงไม่ละเว้นให้สำหรับผู้กระทำความชั่ว โดยเฉพาะทำผิดต่อผู้มีศีล มีธรรม พอถึงเวลานั้นก็คงจะบอกได้แต่เพียงว่า

อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแหละ ท่านเอ๋ย




อนาคาริก
03/15/17

เมื่อฟ้าสว่าง...ความมืดย่อมหายไป



เมื่อฟ้าสว่าง...ความมืดย่อมหายไป


        หลวงปู่วัดปากน้ำเคยกล่าวไว้ว่า “...พระพุทธศาสนาเก๊ได้หรือ ธรรมของพระพุทธเจ้าต้องจริง ธรรมกายไม่เคยหลอกลวงใคร...”

        คราวหนึ่งท่านเคยกล่าวกับ สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เกี่ยวกับการถูกโจมตีเรื่องธรรมกาย ว่า

“...เมื่อมีผู้ไม่รู้ติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะลบก็ลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง...”


        ด้วยความตั้งใจที่จะตอบแทนพระคุณของหลวงปู่ ทำให้หลวงพ่อ คุณยายอาจารย์และหมู่คณะทุ่มเทสร้างบารมีแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนสามารถขยายสาขาไปทั่วโลก


        แม้ในวันนี้อาจจะมีบุคคลหลายส่วนที่ไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจในการสร้างบารมีของหมู่คณะ ด้วยการเอาจิตของปุถุชนมาวัดใจของนักสร้างบารมี จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการประเมิน แต่ก็หาได้ทำให้ยอดกัลยาณมิตรทั้งหลายหวั่นไหวแต่อย่างใดไม่


        แม้จะถูกใส่ความ แม้จะถูกกลั่นแกล้ง แต่ก็ยังมุ่งมั่นกลั่นใจให้ใสด้วยการสวดมนต์ และแผ่เมตตาตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์




      และด้วยความที่มีเป้าหมายชัดเจนคือ การไปถึงที่สุดแห่งธรรม หมู่คณะจึงไม่ยินดียินร้ายกับโลกธรรมที่เกิดขึ้น จิตจึงไม่ได้กระเพื่อมไปกับสิ่งเหล่านั้น และเชื่อมั่นว่า



     เมื่อถึงเวลาที่ฟ้าสว่าง ความมืดทั้งหลายจะถูกขจัด ความสว่างไสวแห่งสัจธรรมจะบังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ




อนาคาริก
03/15/17





Monday, March 13, 2017

สื่อไทย...กับการใช้ภาษา



สื่อไทย...กับการใช้ภาษา
        ผู้เขียนเฝ้าสังเกตการใช้คำของสื่อมาเป็นเวลานานหลายปี นึกว่าจะมีการแก้ไข แต่เวลาผ่านไปก็ยังเหมือนเดิม ทำให้เกิดการใช้คำที่ผิด ๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย


        คำว่า “อรหันต์” คำนี้ต้องถือว่าเป็นคำสูง เป็นของสูง เพราะหมายถึง ท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนสามารถขจัดอาสวะกิเลส ออกไปจากใจได้ เป็นผู้มีความบริสุทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม

        แต่สื่อทั้งหลายมักจะเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ในทางการเมือง หากมีจำนวนคนที่ออกมาเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างก็จะบอกว่า กลุ่ม...อรหันต์ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง


        หรืออย่างคำว่า “18 มงกุฏ” หากใครถูกเรียกอย่างนี้ รับรองได้ว่า เสียหายแน่นอน เพราะเราจะเข้าใจทันทีว่า นี่คือ พวกต้มตุ๋น หลอกลวง ทั้งที่ความจริงแล้ว 18 มงกุฏนี้ คือ ลิงที่เป็นทหารเอกของพระราม 18 ตัว เลยทำให้เกิดการใช้ที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงไป


        มาวันนี้ผู้เขียนก็พบอีกคำหนึ่ง คือ คำว่า “เอก”

        คำนี้ แท้จริงจะใช้ในความหมายว่า ดี เลิศ สุดยอด ยอดเยี่ยม เช่น ท่านสุนทรภู่กวีเอก ก็หมายถึง กวีผู้เป็นเลิศ นักพูดที่เก่ง ๆ เขาก็เรียก นักพูดฝีปากเอก เป็นต้น


        ผู้เขียนได้พบสื่อหลายฉบับชอบใช้คำนี้กับคุณมโน ว่า เป็นศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย จึงได้สอบถามกับสาธุชนหลายท่าน ด้วยคำถามว่า

“คุณคิดว่าอย่างไรกับการที่สื่อเรียกคุณมโนว่าศิษย์เอก”

คำตอบก็มีหลากหลาย เช่น

"คนที่เนรคุณครูบาอาจารย์จะเรียกศิษย์เอกได้หรือคะ"

"อืม คนที่โกหกไฟแลบงี้ คงไม่ใช่มังคะ"

    "โอ๊ย หากคนยังงี้เรียกว่า เป็นศิษย์เอก แล้วพวกลูกศิษย์ดี ๆ จะเรียกว่าอะไรหล่ะครับ"

ฯลฯ

     โดยสรุป ไม่มีใครเห็นด้วยเลยสักคนว่า กรณีนี้จะเรียกได้ว่าเป็นศิษย์เอก

      ก็หวังว่าสื่อทั้งหลายจะรับไปพิจารณา แล้วเลือกใช้คำให้ถูกสำหรับท่านนี้ด้วยนะครับ คนรุ่นหลังเขาจะได้ใช้คำให้ถูก 

      มิฉะนั้นต่อไปภายหน้า เดี๋ยวจะเรียกคนที่อกตัญญู เนรคุณว่า เป็น “เอก” กันหมด




อนาคาริก
03/14/17

Wednesday, March 8, 2017

แง่งาม...ยามอยู่ด้วยกัน



แง่งาม...ยามอยู่ด้วยกัน


        คนไทยได้ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตใจดีงาม โดยเฉพาะปู่ย่าตายายของเรา ได้ปลูกฝังให้ลูกหลานมีความรัก ความเคารพในพระรัตนตรัย

        แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ลึก ๆ ในใจนั้นก็ยังมีความผูกพันกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


        บางครั้งด้วยภารกิจที่จำต้องกระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ก็อาจจะดูเหมือนว่าเป็นการก้าวล่วงกับวัดวาอาราม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังยึดมั่นในพระรัตนตรัยเสมอ

        ในช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยที่เข้ามาดูแลความเรียบร้อยภายในและรอบ ๆ วัด เดิมทีต่างก็มองกันด้วยความหวาดระแวง แต่เมื่ออยู่กันนานเข้า ความคุ้นเคยก็บังเกิดขึ้น จึงเริ่มมีการพูดคุย ทำให้เกิดการเชื่อมความเข้าใจไปสู่กันและกันได้


        วันนี้ผู้เขียนพบเห็นภาพที่ทำให้เกิดความประทับใจ จนอดไม่ได้ที่จะนำมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ รับทราบด้วย คือ ภาพของเจ้าหน้าที่ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณวัด ซึ่งทราบว่าได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการทำความสะอาดห้องน้ำห้องท่าอีกด้วย

        หลายท่านได้เอ่ยปากบอกหลวงพี่ของพวกเราด้วยว่า

“หากหลวงพี่มีงานโยธาอะไรให้ทำก็ขอให้บอกพวกผมนะครับ”

     ได้ฟังเรื่องราวแล้วก็ปลื้มใจว่า อย่างไรเราก็เป็นคนไทยด้วยกัน สมแล้วที่โบราณว่าไว้

"คนเราจะรู้จักกันก็ต้องอยู่ด้วยกัน" 

     ใครจะไปรู้เสร็จภารกิจนี้ พี่ ๆ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ อาจจะกลับมาร่วมปฏิบัติธรรมกับพวกเราก็เป็นได้ จริงไหมครับ?






อนาคาริก
03/09/17

เมืองพุทธวันนี้



เมืองพุทธวันนี้


        ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับหลวงพี่รูปหนึ่ง ในขณะที่ฟังท่านเล่าไป สีหน้าของท่านไม่ได้แสดงความทุกข์ร้อนอะไร

        ตรงกันข้าม แววตาที่สงบ มุ่งมั่น กลับฉายอยู่ในดวงตาทั้งคู่


        “ทั้งกุฏิหลวงพี่อยู่กัน 3 รุ่น 46 รูป มีข้าวกล่อง มา 6 กล่อง” ท่านเล่าด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ เรียบ ๆ

        ผู้เขียนอดสงสัยไม่ได้ จึงต้องถามท่านว่า “ แล้วหลวงพี่แบ่งกันยังไงครับ”

        “ก็แบ่งมาได้รุ่นละ 2 กล่อง ทุกองค์ต่างนั่งมองหน้ากัน คิดเหมือนกัน บอกฉันไม่ลง”

        “อาหารไม่อร่อยหรือครับหลวงพี่” ผู้เขียนอดถามต่อด้วยความสงสัยไม่ได้

        “ปล่าวหรอก อาหารนี่ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัด ท่านสั่งทำอย่างดี”

        “อ้าว แล้วทำไมพวกหลวงพี่จึงไม่ฉันกันหล่ะครับ”

        หลวงพี่ท่านมองหน้าผู้เขียน แล้วพูดเบา ๆ แต่คำตอบนั้น เหมือนกับผู้เขียนถูกของแข็งกระแทกเข้าที่กลางใจ

        “ทุกรูปไม่มีใครกล้าฉัน เพราะกลัวเพื่อนจะไม่อิ่ม”

        ผู้เขียนต้องกลืนก้อนอะไรสักอย่างที่มันจุกอยู่ที่ลำคอ ก่อนจะค่อย ๆ ถามท่านว่า

        “แล้ววันก่อน ๆ หละครับ หลวงพี่”

        “วันก่อนได้มามากหน่อย ได้รุ่นละ 15 กล่อง เช้า เพล ก็ยังพอแบ่งกันได้ 2 รูปต่อ 1 กล่อง”


        ผู้เขียนอึ้งไปพร้อมกับคำถามที่เตรียมจะถาม ซึ่งมันหายกลับเข้าไปในห้วงความคิด

         ก่อนเดินจากท่านมา แว่วเสียงที่อ่อนโยนออกจากปากท่านลอยลมตามมาว่า

         “มันคงเป็นกรรมเก่าของพวกหลวงพี่ คงไปทำให้ใครอดอาหารไว้ จึงต้องมารับกรรมในชาตินี้”

         ผู้เขียนไม่กล้าหันไปมองท่านอีก ได้แต่ถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยคำถามเดิม ๆ ว่า



“นี่เราอยู่ในเมืองพุทธหรือ”



อนาคาริก
03/08/17


หัวใจที่น่ากราบ



หัวใจที่น่ากราบ


หลักสำคัญในการศึกคือ
        “ผู้ชนะย่อมเห็นชัยชนะก่อนที่จะรบ ส่วนผู้แพ้คือผู้ที่เข้าสู่สนามรบเพื่อไปหาชัยชนะ”


        เมื่อวานผู้เขียนได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศของนักรบกองทัพธรรม ผู้มีธรรมะเป็นเกราะ มีแต่ความรัก ความศรัทธา ความปรารถนาที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา เป็นอาวุธติดตัว

        ทุกท่านแม้ว่าจะมีสัญลักษณ์ของการผ่านชีวิตมามาก ไม่ว่าจะเป็นผมสีเงินยวง หรือริ้วรอยของประสบการณ์ตามใบหน้า แต่สิ่งที่สะดุดตาผู้เขียนมากคือ แววตาที่มุ่งมั่น การเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง



        แม้อาหารที่ทานจะเป็นเพียงข้าวสวยและต้มผักกาดดอง บางวันมีแกงส้มบ้าง แต่ทุกท่านทานกันอย่างเอร็ดอร่อย


        ในยามพัก บางท่านก็นั่งหลับตาทำสมาธิ บางท่านก็นั่งสนทนาธรรม บางท่านก็เอนหลังพักบ้าง รอเวลาที่จะต้องไปทำหน้าที่พิทักษ์พระพุทธศาสนา

        ครั้นถึงเวลาที่ต้องออกไปทำหน้าที่ เสียงเพลงที่เปล่งออกจากปากทุกท่าน แม้ไม่ต้องใช้ไมโครโฟน แต่เสียงนั้นกลับดังก้องเข้าไปในใจของผู้เขียนจนความรู้สึกนั้นส่งผลทำให้น้ำตาคลอเบ้า เพราะทุกท่านตระหนักว่า ภารกิจนี้คือ การปกป้องพระพุทธศาสนา และมองเห็นแล้วว่า ชัยชนะคือความอยู่รอดของพระพุทธศาสนา

        “ไปด้วยกัน มาด้วยกัน ลูกพระธัมฯเอ๋ย หลานหลวงปู่ สู้ประจัน อย่าได้พรั่นเลย”


        เสียงนี้ก้องอยู่ในหูของผู้เขียน จนกระทั่งหลับไป พร้อมกับความรู้สึกว่า


หัวใจของทุกท่านน่ากราบเหลือเกิน




อนาคาริก
03/08/17