Monday, December 26, 2016

เมื่อดีเอ็มซีถูกปิดถาวร



เมื่อดีเอ็มซีถูกปิดถาวร


        ต้องขอบอกว่าไม่เหนือความคาดหมาย หรือจะบอกว่าเป็นไปตามคาดก็ได้ จะอะไรหล่ะ หากไม่ใช่ประเด็นร้อน คือ การปิดทีวีช่อง ดีเอ็มซี อย่างถาวร หลังจากที่ทำท่าไม่ให้น่าเกลียดว่าปิดแค่ ๓๐ วัน


        อย่าถามหาความยุติธรรมเลยนะครับว่ามีหลักเกณฑ์อะไร เพราะบ้านนี้เมืองนี้มันเลยจุดนั้นมาแล้ว เอาหลักกูเป็นใหญ่ มานานพอควรแล้ว

        ทำไมผู้เขียนจึงไม่รู้สึกแปลกใจ ก็ตอบได้ว่า เป็นธรรมดาของการยุทธ ที่ใช้คำว่าการยุทธ เพราะ ณ วันนี้ ในสายตาของรัฐ มองว่าวัดพระธรรมกายคือ ภัยของความมั่นคง(ต่อความจริง) จึงต้องหาทางปิดปากซะให้สนิท


        พอใช้คำว่าการยุทธ คงพอจะนึกภาพออกนะครับว่า วิธีการในการยุทธเขาทำอย่างไร หากนึกไม่ออก ผู้เขียนจะลองมโนเล่น ๆ ลองนึกภาพตามไปนะ

        ๑. เป้าหมายหลักต้องมุ่งจับตัวผู้นำ

        ๒. หากจับตัวผู้นำยังไม่ได้ ก็ต้องดำเนินวิธีการคือ

        ก. สำรวจพื้นที่โดยรอบ

        ข. ตัดกำลังสนับสนุน

        ค. จัดการเครื่องกีดขวาง

        ง. ตัดเสบียง

        จ. ตัดการสื่อสาร

เอ้า มาขยายความกันซะหน่อย เอาทีละเรื่องเลย

ก. สำรวจพื้นที่โดยรอบ

        ข้อนี้ นอกจากจะมีแผนที่ของวัดที่มีรายละเอียดอย่างชนิดที่เรียกได้ว่า แม้แต่คนในวัดยังไม่รู้แล้ว ยังมีสายสืบเดินกันให้ว่อนในวัด แถมตามคลองแอนเกิดอะไรไม่รู้ มีคนมาตกปลากันผิดปกติ แล้วทำก็ไม่เนียน มีการนั่งรถเก๋งมาตกปลาตามคลอง ในรถมีเครื่องแบบซะอีก

ข. ตัดกำลังสนับสนุน 

        จะอะไรซะอีก หากไม่ใช่การตั้งด่านตรวจคนเข้าออกวัด จดทะเบียนรถ สอบถาม ขู่ให้คนกลัวจะได้ไม่มาวัด แม้แต่ตามต่างจังหวัด ก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปประกบวัด ประกบสาธุชน ไม่ให้มาวัด

ค. จัดการเครื่องกีดขวาง 

        อะไรก็ตามที่จะทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาไม่สะดวก ก็ต้องฟ้องเป็นคดีไป เพื่อไม่ให้เกะกะเวลายกทีมเข้ามา ลวดหนามเขามีทั่วไป ก็หาว่าเป็นยุทธภัณฑ์ เป็นต้น

ง. ตัดเสบียง 

        โรงครัวสำหรับเลี้ยงสาธุชน ก็จะหาว่าเป็นโรงงาน รถมาส่งข้าว ก็ไปจดชื่อคนขับ ขอตรวจใบขับขี่ เพื่อให้เขากลัวจะได้ไม่กล้ามาส่งข้าว น้ำที่ใช้ในวัด ก็หาเรื่องว่า ผิดกฎหมาย จะได้ไม่มีน้ำดื่ม

จ. ตัดการสื่อสาร

        จากเดิมที่วัดมีกระบอกเสียงคือ โทรทัศน์ช่องDMC ก็หาเรื่องปิดว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ช่วงแรกจะปิดถาวรเลย ก็ยังเขิน ๆ อยู่ เลยปิดแค่ ๓๐ วัน ผ่านไปช่วงหนึ่งหายเขินแล้ว ก็เลยปิดถาวรซะเลย เอ้า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เลยหาข้อหามาให้โฆษกของคณะศิษย์วัดไปด้วย จะได้ไม่มีใครออกมาส่งเสียง


        นี่ยังไม่รวมถึงการที่ประเคนคดีมาจนนับไม่ถ้วน และการที่วางแผนจะทะยอยสึกพระอีกต่างหาก

        ข่าวแว่ว ๆ มาซะดังลั่นด้วยว่า คืนนี้แหละจะมีการสนธิกำลังกว่า ๑,๐๐๐ นายเข้ามาจัดการซะที หลังจากตั้งท่ามาหลายรอบแล้ว ผู้เขียนก็คงต้องเก็บของไปนอนวัดแล้วหล่ะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คุณตำรวจจะเมตตาให้มีชีวิตยืนยาวได้มาเขียนเรื่องอีกหรือไม่

        หากไม่มีบทความออกมาอีก ก็อย่าแปลกใจนะครับ เพราะบ้านนี้เมืองนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ


ไม่เหลืออะไรให้แปลกอีกแล้วครับ




อนาคาริก
12/26/16

Sunday, December 25, 2016

อย่าให้อคติมาบังตา



อย่าให้อคติมาบังตา


        มีนิทานจีนอยู่เรื่องหนึ่ง กล่าวถึงลุงที่หาขวานไม่เจอ แกเลยสรุปว่า ต้องเป็นลูกชายของเพื่อนบ้านที่ไม่ถูกกันแน่ขโมยไป แล้วแกก็เฝ้าจับตาดูอากัปกริยาของเจ้าหนุ่มนั่น ยิ่งดูก็ยิ่งเห็นพิรุธ แต่ก็หาหลักฐานมายืนยันไม่ได้


        วันหนึ่งแกเดินไปที่จุดที่แกตัดฟืนเป็นปกติ กลับพบว่า ขวานของแกติดอยู่ที่ต้นไม้ เลยนึกได้ว่า ตนเองเป็นคนเอาขวานฟันติดต้นไม้ไว้ วันรุ่งขึ้นพอเห็นเจ้าหนุ่มนั่น แกก็พิจารณาดูแล้วก็บอกตัวเองว่า ก็ไม่เห็นมันจะมีพิรุธตรงไหน

        ผู้เขียนนึกถึงนิทานเรื่องนี้ เพราะไปเจอการ์ดใบหนึ่งแล้วสะดุดใจมาก ทำไมจึงรู้สึกอย่างนั้น ก็ลองพิจารณาดู


        เมื่อดูการ์ดนี้แล้ว ผู้เขียนก็เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า การ์ดนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง

        ๑. หากจริง ก็ต้องถามต่อว่า อะไรทำให้รัฐมองลูกศิษย์วัดอย่างนั้น ทั้งที่ในแง่ของการสื่อสารกันระหว่างศิษย์วัด จะเป็นไปในทิศทางของการชักชวนกันทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา ชักชวนกันมาร่วมพิธีกรรมเพื่อการทำความดี สั่งสมบุญบารมี

        ๒. หากไม่จริง ก็ต้องถามต่ออีกเช่นกันว่า ผู้จัดการออนไลน์เอาข้อมูลนี้มาจากไหน มีวัตถุประสงค์อะไร ต้องการเสี้ยมเพื่อให้เกิดเหตุการณ์หรือความไม่ไว้วางใจกันหรือไม่


         ไม่ว่าคำตอบจะออกมาในรูปไหนก็ตาม ก็ขอฝากเป็นข้อคิดสักนิดว่า ความหวาดระแวง ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยกับทุกฝ่าย แทนที่จะมองกันแบบจับผิด มาช่วยกันสร้างชาติไม่ดีกว่าหรือ

อย่าให้อคติมาบังตาเลยนะครับ






ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อนาคาริก
12/25/16


Saturday, December 24, 2016

เกมวัดใจ



เกมวัดใจ


        ระหว่างใบสั่งที่อยุติธรรมกับความยุติธรรม ผู้ถือกฎหมายจะเลือกอะไร?

         วันพรุ่งนี้ก็คงจะมีคำตอบสำหรับคำถามข้างต้น หากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ตอบได้ว่า พรุ่งนี้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือ พระวิเทศภาวนาจารย์ จะไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งจากพรายกระซิบว่า งานนี้ต้องมีลุ้น เพราะเป้าหมายของใบสั่งชัดเจนว่า ให้จับสึกพระเณรทั้งวัด แล้วปิดวัด

        ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นรักษาการแทนเจ้าอาวาส เท่ากับว่าจะเป็นคนแรกที่จะถูกจับสึก


        ในกรณีของพระวิเทศภาวนาจารย์ หากพิจารณากันให้ดีว่า ท่านได้ผ่านการศึกษาทางโลกถึงระดับปริญญาโท เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยอมสละโลกเข้ามาเป็นทนายแก้ต่างให้กับพระพุทธศาสนา บวชมาถึง ๓๒ พรรษาและได้ไปทำหน้าที่เผยแผ่ในต่างประเทศจนสามารถขยายศูนย์สาขาไปหลายแห่ง นับว่าท่านมีคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง


        ณ วันนี้ท่านเพิ่งมารับตำแหน่งเพียงแค่ ๑๗ วัน แต่ต้องมารับคดีถึง ๑๓ คดี หากเป็นข้าราชการยังไม่ได้ทำอะไรเลย จะต้องมารับโทษคิดว่าสมควรแล้วหรือ ทั้งในประเด็นของการให้ที่พักพิงแก่หลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณและเป็นเจ้าบ้าน รวมทั้งเรื่องอาคารสถานที่ซึ่งมีการก่อสร้างมาก่อนที่ท่านจะรับตำแหน่ง


        อีกทั้งท่านเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเจ้าพนักงานสอบสวนโดยไม่ได้มีพฤติกรรมว่าจะหลบหนีแต่อย่างใด รวมทั้งเจ้าคณะปกครองก็พร้อมจะรับรอง ก็คงต้องจับตาดูกันว่า ผู้ถือกฎหมายเลือกที่จะทำตามใบสั่งโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่พระพุทธศาสนาที่ต้องสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่า หรือจะเลือกยึดเอาความยุติธรรมความถูกต้องเป็นหลัก

จับตาดูให้ดี เกมนี้อย่ากระพริบตา







ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อนาคาริก
12/25/16

ทีใครก็ทีใคร



ทีใครก็ทีใคร


        วันก่อนผู้เขียนได้เห็นคลิปของรายการทุบโต๊ะข่าว พูดถึงเรื่องของพระวัดพระธรรมกายว่าไปขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในเนื้อหาของการรายงานข่าว ออกไปในเชิงชี้นำว่า พระรูปนั้นผิดแน่นอน ผู้เขียนก็เลยต้องมาเปิดตำราดูว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะเข้าข่ายอย่างไรหรือไม่


        ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๘ วรรคแรก กล่าวว่า ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

        หากพิจารณาดูตามมาตรานี้ จะแยกองค์ประกอบได้ว่า

        ๑. ผู้ใด ในที่นี้หมายถึง คนทั่วไป ที่มีสภาพบุคคล ไม่ใช่นิติบุคคล

        ๒. ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย

        ๓. เป็นการต่อสู้ขัดขวางในการปฏิบัติหน้าที่


        เมื่อดูองค์ประกอบและดูคลิปแล้ว ผู้เขียนก็นั่งอมยิ้ม นึกถึงว่างานนี้ต้องมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นแน่ เพราะมีข่าวว่าจะออกหมายจับพระที่อยู่ในคลิป ในฐานะของคนที่พอรู้กฎหมายบ้างก็ขอแนะนำว่า จะจับเขาต้องคิดให้ดี ทำไมผู้เขียนจึงกล่าวอย่างนั้น ก็ดูคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้สักนิดก่อนนะ



        เรื่องแรก ฎีกาที่ ๑๔๘/ ๒๕๑๓ ตำรวจเข้าค้นตัวจำเลยในที่เปลี่ยวโดยไม่ได้แต่งเครื่องแบบหรือแสดงหลักฐานว่าเป็นตำรวจกระทำการตามหน้าที่ และต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน แม้จำเลยจะต่อสู้ชกต่อยขัดขวางไม่ให้ตำรวจค้นเอาเงินหรือทรัพย์สินของจำเลยไป ก็ไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

        เรื่องที่สอง ฎีกาที่ ๒๒๐๒ / ๒๕๒๑ นายพลตำรวจโต้เถียงกับ ล. แล้วจะขอจับกุม ล. แต่ ล. ขอดูบัตรประจำตัว ก็ไม่ให้ดู ล. จึงไม่ยอมให้จับ ไม่เป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน



        ดูฎีกาทั้งสองแล้วคงจะพอนึกภาพออกนะครับว่า สถานการณ์ตรงนี้เป็นอย่างไร ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า งานนี้จากจะฟ้องเขา อาจจะถูกเขาฟ้องก็ได้


ทีใครก็ทีใครนะครับ




ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อนาคาริก
12/24/16

Wednesday, December 21, 2016

อำนาจที่น่ากลัว



อำนาจที่น่ากลัว


         พลันที่ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับพาดหัวออกมาในทิศทางเดียวกันว่า

        “ อบต. คลองสามถอนฟ้องเรื่องโบสถ์แล้ว นายก อบต. พูดชัด ถูกตำรวจบีบให้ฟ้อง ”

        ก็เกิดคำถามขึ้นมาในสังคมทันทีว่า เรื่องแบบนี้มีด้วยหรือ?


        เมื่อสองสามวันก่อน ผู้เขียนได้มีโอกาสฟังคนแถวคลองสามเขาคุยกันเรื่องมีนายตำรวจใหญ่มาจี้เรื่องวัด บอกตามตรงว่าฟังตอนนั้นก็ยังขำ ๆ ว่า มันจะเป็นไปได้หรือ ยังนึกว่าเขาใส่ไข่ ใส่เครื่องปรุงเพิ่มหรือปล่าว แต่เมื่อเห็นพาดหัวข่าวดังข้างต้น ก็คงต้องมาพิจารณากันใหม่แล้ว

        ในวงสนทนาวันนั้น พรายกระซิบซะดังลั่นว่า นายตำรวจใหญ่ ได้มาเร่งให้ดำเนินการเรื่องอาคารในวัด โบสถ์ก็ไม่เว้น เจ้าหน้าที่หญิงท่านหนึ่งที่รู้กฎหมายเลยขออนุญาตชี้แจงว่า ท่านขา เรื่องนี้หากเขาผิด ตามกฎหมายต้องแจ้งเขาก่อนนะคะ ให้เขาแก้ไขใน ๓๐ วัน หากครบแล้วเขาไม่แก้ไข ก็จะต้องฟ้องศาล ให้ศาลสั่งนะคะ


        เท่านั้นแหละ วิญญาณโหดสิงนายตำรวจใหญ่ท่านนั้นทันที ข่าวว่าขึ้นมึงขึ้นกู ด่าว่าเจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นว่า มึงกวนตีนกูหรือไง ระบบของไทยมันระบบกล่าวหา มึงฟ้องไปก่อน ให้มันแก้เอง แถมด่าต่ออีกยาว จนเจ้าหน้าที่หญิงท่านนั้น น้ำตาร่วง


        ผู้เขียนนั่งทบทวนไป ก็ได้แต่ถอนหายใจ และไม่ได้มองไปที่นายตำรวจใหญ่ท่านนั้น เพราะรู้ระบบข้าราชการไทยดีว่า หากไม่มีใครที่ใหญ่กว่านั้นคอยหนุนหลัง ชักใยให้ทำ รับรองเลยว่านายตำรวจท่านนี้ไม่มีทางจะกล้าทำเด็ดขาด เพราะในวงการได้ข่าวว่าได้ฉายา ปากกล้าขาสั่น ลูกน้องเอือมระอากันหมด ประเภทเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ผู้อื่นนี่ต้องยกให้เขาหล่ะ

        สิ่งที่ผู้เขียนฝันและรอว่าเมื่อไรจะเกิดขึ้นคือ อยากให้สังคมได้รู้ความจริงว่า คนที่อยู่หลังฉาก มันเป็นใคร ก็ได้แต่เฝ้าฝันว่า สักวันคงจะมีฮีโรมากระชากหน้ากาก คนที่อยู่ฉากหลังนี้


อำนาจมืดจะได้หมดไปจากระบบยุติธรรมเสียที







ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อนาคาริก
12/21/16

Sunday, December 18, 2016

จะติดกระดุมเม็ดแรกให้ผิด...ใครจะทำไม



จะติดกระดุมเม็ดแรกให้ผิด...ใครจะทำไม


หากเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เราจะทำอย่างไร

๑. แก้ไขใหม่ ปลดกระดุม แล้วไปเริ่มต้นติดให้ถูกรังดุมใหม่

๒. ไม่เป็นไร ผิดก็ผิด ติดมันต่อไป ใครจะว่าอย่างไร ไม่สนใจ

        ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า โดยสามัญสำนึกของคนปกติ ก็คงจะเลือกทำข้อ ๑ ทำให้ถูกต้องคือ ปลดกระดุม แล้วเริ่มต้นติดใหม่

        แต่เชื่อไหมว่า มีคนที่เลือกทำข้อที่ ๒ จนทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาในวันนี้ จนเป็นจุดด่างในพระพุทธศาสนา


        ผู้เขียนกำลังพูดถึงเรื่องของวัดพระธรรมกายที่กำลังเป็นข่าวลงหน้า ๑ ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ(ชื่อของวัดนี้เป็นตัวกระตุ้นยอดขายได้ดี)

        เดิมผู้เขียนก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากนัก ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล คือ เจ้าอาวาส แต่เมื่อได้มีเวลานั่งพินิจพิจารณา จึงค่อยเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้นว่า แท้จริงแล้ว เป้าหมายที่สูงกว่านั้นมีอยู่ แต่ผู้เขียนขอตัดตอนให้เห็นภาพแค่เรื่องของวัดพระธรรมกาย ส่วนที่เหลือขอให้ผู้อ่านไปพิจารณาเอาเอง


        คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเจริญรุ่งเรืองของวัดพระธรรมกายเกิดจากความทุ่มเทของเจ้าอาวาสคือ หลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของลูกศิษย์ลูกหา ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

        ดังนั้นหากคิดจะทำลายวัดพระธรรมกาย ก็ต้องทำลายหลวงพ่อธัมมชโยก่อน และการจะทำให้พระเสียหายได้ ก็มีเรื่องที่คนพร้อมจะเชื่ออยู่ ๒ เรื่อง คือ สตรี กับสตางค์

        เรื่องสตรี แม้มีผู้พยายามจะเอาประเด็นนี้มาเล่น ก็เล่นยาก เพราะวัดพระธรรมกายมีการแบ่งเขตอย่างชัดเจนว่า เขตของพระที่เรียกว่า สังฆาวาส จะไม่อนุญาตให้สาธุชนเข้า

        เรื่องสตางค์ ความจริงแล้ว ก็มีการบริหารอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่า มีที่มาที่ไป อย่างชัดเจนได้อีกเช่นกัน



        เมื่อผู้ต้องการทำลายประเมินสถานการณ์และความเป็นไปได้เสร็จเรียบร้อยก็เห็นว่า ประเด็นเรื่องเงินทองน่าจะง่ายกว่าเรื่องสตรี บทละครจึงถูกเขียนขึ้น

        วัตถุประสงค์ของละครเรื่องนี้ชัดเจนคือ จับหลวงพ่อเจ้าอาวาสสึก


        เมื่อจะเอาผิดเรื่องเงิน จึงต้องมีการสร้างตัวละครขึ้นมา คือ สมาชิกของสหกรณ์นายหนึ่ง ให้มายื่นเรื่องว่าเดือดร้อน แล้วลากเอาหลวงพ่อธัมมชโยเข้าไป ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของสหกรณ์กับสมาชิก

        แน่นอนว่า คนเขียนบทรู้แน่ชัดว่า หากเข้าสู่กระบวนการจนถึงชั้นศาล หลวงพ่อธัมมชโยก็ไม่ผิด เพราะไม่เข้าองค์ประกอบทั้งรับของโจรและฟอกเงิน   
        ดังนั้นจึงต้องเขียนบทให้เป็นกระบวนการอยุติธรรม เพื่อให้นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายคือจับสึก




        ตั้งแต่การออกหมายเรียกให้หลุดไปที่นักข่าวก่อน เพื่อจะได้เป็นข่าวใหญ่โต วันรุ่งขึ้นค่อยมาส่งหมายเรียกที่วัด ที่แปลกคือ หมายสองฉบับนั้น ต่างกัน เมื่อสอบถามไปว่าทำไมจึงต่างกัน ฉบับไหนจริง ฉบับไหนปลอมก็เงียบ(ฉบับที่หลุดไปที่นักข่าวจะเขียนชื่อหลวงพ่อต่างกันในฉบับเดียว คือ พระเทพญาณมหามุณี กับ พระเทพญาณมหามุนี ส่วนฉบับที่ส่งมาวัด จะเป็นพระเทพญาณมหามุนี ทั้งสองแห่ง)


        ต่อมาทางวัดขอให้มาแจ้งข้อหาที่วัดก็ไม่มา อ้างว่า ทำไม่ได้ แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กลับไปแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาคนอื่นที่เรือนจำได้ ภายหลังเมื่อมีนักข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้ ก็ตอบหน้าตาเฉยว่า มันเลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว


        ขอให้สังเกตดูนะครับว่า ขอให้มาแจ้งข้อหามาไม่ได้ แต่ ณ วันนี้เมื่อหลวงพ่อธัมมชโยอาพาธ ไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่กลับสามารถจะยกกำลังเข้ามาจับกุมได้

        จากความผิดที่ไม่ไปตามหมายเรียก จึงถูกออกหมายจับ และเป็นอันชัดเจนว่า วันนี้แม้ไปก็จะจับสึก แล้วคิดหรือว่าลูกศิษย์ลูกหาเขาจะยอม


        ยิ่งเอากฎหมายเข้ามาบีบ ให้คดีมาวันละเป็น ๑๐๐ ยิ่งทำให้สังคมเห็นว่านี่คือ การกลั่นแกล้งกันอย่างชัดเจน


        จากการติดกระดุมเม็ดแรกผิด ทำให้ต้องเสียงบประมาณไปเท่าไร ในการที่ต้องเรียกรวมกำลังถึงหลายพันนาย ทั้งการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ค่าอาหาร ค่าเบี้ยเลี้ยง หากเอางบประมาณและกำลังส่วนนี้ ไปจัดการแก้ปัญหาโจรใต้ ป่านนี้บ้านเมืองคงสงบสุขแล้ว

         อ้อ ลืมไปว่า โจรใต้เขามีปืน มีมือ มีเท้า จึงไปขู่เขาไม่ได้ เดี๋ยวเขายิงทิ้ง ต่างจากวัดที่มีแต่พระเณร และสาธุชนที่มีแต่มือเปล่า เอาไว้ประนมมือสวดมนต์ จึงขู่ได้ขู่เอา



        การที่กระดุมเม็ดแรกถูกติดผิดโดยเจตนาอย่างนี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือจะพูดให้ชัดเจนลงไป ผู้เขียนขอฟันธงเลยว่า
 
งานนี้มีใบสั่งอย่างแน่นอน




ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อนาคาริก
12/19/16 

Saturday, December 17, 2016

เล่ห์ร้าย...ในกลศึก



เล่ห์ร้าย...ในกลศึก


        ผู้เขียนเห็นภาพตำรวจยกโขยงไปที่วัดพระธรรมกาย เพื่อนำหมายไปปิดตามกำแพง ตามประตู จะขำก็ขำไม่ออก สงสารประตู สงสารกำแพงที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมที่จะเข้ามาจัดการกับพระเณรและสาธุชนผู้มาปฏิบัติธรรมในวัด


        ทุกอย่างมันดูสอดคล้องกันจนน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสื่อหรือฝ่ายบ้านเมืองราวกับเป็นทีมที่วางแผนกันมา เป้าหมายเดียวกันอย่างชัดเจน มิสชั่นหรือภารกิจร่วมกันครั้งนี้คือ การจัดการให้วัดพระธรรมกายหายไปจากสารบบของวัดในพระพุทธศาสนา ก่อนจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่เหนือกว่านั้น ไม่เชื่อก็คอยติตตามดูไปเถิด


        ผู้เขียนชอบจินตนาการจึงนั่งจิบชาแล้วนึกเล่น ๆ ว่า หากเป็นผู้ที่จะจัดการวัดจะทำอย่างไร ความจริงไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เพียงนั่งมองสถานการณ์รอบด้าน จะมีตัวละครไม่กี่ตัว ทั้งที่เห็นชัดและมองไม่เห็น


            ที่มองไม่เห็นแต่รู้ว่าใครก็คือ...คนที่สั่งมา
            ที่มองเห็นชัด ๆ ก็คือ ตัวรับงานวิ่งงานให้วุ่น ประชุมดึก ๆ ดื่น ๆ จนลูกน้องด่าลับหลังว่ามันจะขยันเล่นงานวัดไปถึงไหน


        แผนเดิม พวกก็คิดว่าจะง่าย เพราะไปเชื่อคำแนะนำของคนเนรคุณว่าคนที่มาวัดถูกจ้างมา และคิดว่าไม่กี่วันก็คงหมดเงินจ้าง หารู้ไม่ว่า คนที่มาเพราะเขาต้องการมาทำความดี มาสวดมนต์ ภาวนากัน ไม่ใช่พวกรับจ้างเหมือนที่พวกตนเองเคยทำ



        เมื่อเห็นว่าคนไม่ลดลง ก็เดินแผนต่อไป คือ พยายามกันคนไม่ให้มาวัด โดยการออกข่าว ว่าจะจับผู้มาขัดขวางบ้าง ส่งเจ้าหน้าที่ไปป่วนตามวัด ตามบ้านของคนที่มาวัดประจำบ้าง จนกลายเป็นว่า คนจะมาทำความดีต้องคอยหลบมา แอบมา มิฉะนั้น จะมีมารมาขวาง
        แผนต่อไปก็จัดการตั้งด่านคอยตรวจค้น ตรวจจับ เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว เพื่อให้คนที่มาวัดลดน้อยลงไป จะได้เข้ามาจัดการได้ง่าย



        เมื่อเห็นว่าคนยังคงมาสวดมนต์กันอย่างเนืองแน่น ไม่ได้หวาดกลัวตามเป้าที่วางไว้ ก็ต้องเดินแผนต่อไป คือหาคดีมาให้อย่างชนิดที่เรียกว่า ทำลายสถิติภายในเวลาไม่กี่วัน ปาเข้าไปกว่า ๑๕๐ คดี
        ถามว่าทำทำไม ง่าย ๆ ก็เพื่อสร้างกระแสสังคมให้เห็นว่า วัดนี้ทำผิดอย่างมากมายจนสังคมเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจัดการได้แล้ว
            ล่าสุด ภายในเวลาเพียงวันเดียว อัดคดีเพิ่มมาให้กว่า ๕๐ คดี ว่าการสร้างอาคารสถานที่ในวัดไม่ถูกต้อง ต้องรื้อถอน แม้กระทั่งอุโบสถที่เป็นที่ของสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม



        ก็ถามต่อว่า เป้าหมายต่อไปคืออะไร ก็ตอบได้ง่าย ๆ อีกนั่นแหละว่า จากการที่ตัดน้ำตัดไฟทั่ววัดไม่ได้ คราวนี้แหละสมใจ ทำได้ง่ายด้วย คือ ตัดไฟ ตัดน้ำ อาคารสถานที่ที่อ้างว่า ก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาต


            ถามต่อไปว่า เป้าหมายต่อไปคืออะไร โอ๊ย อ่านง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ก็ต้องการให้คนในวัดทนไม่ได้ เกิดการกระทบกระทั่ง จะได้อ้างเหตุอันชอบธรรมเข้ามาจัดการให้สิ้นซาก

            พอจะนึกภาพกันออกหรือยังว่า คนคิดแผนนี้...โคตรเจ้าเล่ห์ขนาดไหน






ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อนาคาริก
12/17/16