Saturday, March 4, 2017

วัดใจท่านนายกฯ



วัดใจท่านนายกฯ


        คนเราหากไม่เดือดร้อนจริง ๆ คงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากโวยวายรัฐบาล โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ


        ประธานฟื้นฟูฯสหกรณ์คลองจั่นคือ นายประกิต พิลังกาสา คงจะเหลืออด จึงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า

        “...ถ้าสหกรณ์มีอันเป็นไปหรือล้ม ก็อย่ามาโทษผม ว่าผมฟื้นฟูไม่ได้...”

        ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจจริง ๆ เพราะที่ผ่านมามีเรื่องเจ้าหน้าที่ทุจริตจากการขายที่ดินของกลางยังไม่พอ ยังไปอายัดของกลางไว้อีก เป็นมูลค่ากว่า 3,800 ล้านบาท ซึ่งทางประธานฟื้นฟูฯ ก็ได้พูดอย่างชัดเจนว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเพียงกลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเท่านั้นที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา(ซึ่งน่าแปลกใจว่า แทนที่จะได้รับคำชมเชย กลายเป็นว่าถูกแจ้งข้อหาเรี่ยไรซะนี่)

        และเพราะได้ปัจจัยจากลูกศิษย์วัดกลุ่มนี้จึงทำให้สหกรณ์มีเงินไปชำระหนี้ แต่ปัญหาที่กำลังจะมาถึงนี้ก็คือ สหกรณ์ไม่มีเงินที่จะไปชำระหนี้ในรอบต่อไปแล้ว


        ถามว่า จะพอมีเงินก้อนไหนหรือไม่ ก็ตอบได้ชัดเจนว่า ก็จากทรัพย์สินที่อัยการและดีเอสไอได้ยึดไปเป็นของกลางในคดีนั่นแหละ

        ผู้อ่านคิดว่า ทั้งสองหน่วยงานนั้นจะคืนหรือไม่?

        หากยอมคืนง่าย ๆ ท่านประธานฟื้นฟู คงไม่ต้องออกมาพูดว่า สหกรณ์เตรียมฟ้องเป็นคดีอาญาหากไม่ยอมคืน


        ความจริงแล้วมีวิธีที่ง่ายกว่าการฟ้องคดีอาญาซะอีก ทำไงหรือครับ ไหน ๆ ท่านผู้นำก็ชอบใช้ ม. 44 อยู่แล้ว ก็ใช้ ม. 44 สั่งให้สองหน่วยงานนั้น "คืนของกลาง" ให้สหกรณ์เพื่อเขาจะได้ไปหาวิธีจัดการต่อไปสิครับ

        ก็คงต้องวัดใจกันว่า หากเป็นเรื่องแบบนี้ จะป๊อดหรือปล่าว

วัดใจกันหน่อยนะครับท่าน




อนาคาริก
03/04/17




Friday, March 3, 2017

ทำแบบนี้บ่อยไหมเอ่ย?



ทำแบบนี้บ่อยไหมเอ่ย?


        ย้อนหลังไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความฉงนสนเท่ห์ขึ้นในวงการยุติธรรม จนกลายเป็นประเด็นร้อน พาดหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับคือ มีการผูกคอตายที่ห้องขังของ DSI


        ทันทีที่เป็นข่าว เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ของDSI ก็รีบออกมาให้ข่าวทันทีว่า "เป็นการผูกคอตาย" จนเกิดวลียอดฮิต คือ ถุงเท้า บวก บานพับ เท่ากับ ตับแตก

        แต่ในที่สุดเมื่อกระทบไปที่หลายส่วนงาน จึงไม่สามารถจะปกปิดความรับผิดชอบได้ จึงต้องรับว่า ถูกผู้อื่นทำให้ตาย แต่กระนั้น จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ทราบว่าผู้ทำให้ตายหรือฆาตกรนั้นคือใคร


        เหตุการณ์ผ่านไปเกือบจะลืม ก็มีเหตุให้ต้องกลับมาระลึกถึงพฤติกรรมของ DSI อีกรอบหนึ่ง เมื่อเกิดการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพยาบาลของวัดพระธรรมกายจากพิษของ ม. 44 ทำให้ไม่สามารถจะช่วยชีวิตไว้ได้ ทันทีที่มีข่าวออกไป เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ของ DSI ก็รีบให้ข่าวทันทีว่า ผู้ตาย ตายมาแล้วกว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งก็หมายถึงเวลาประมาณ 9 นาฬิกา เลยกลายเป็นเรื่องฮาไปอีก เพราะเวลาที่ผู้ตายไลน์ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนพยาบาล คือ 11.29 น.



         จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า เรื่องเกิดที่อื่น ทำไมท่านตอบได้เร็วจัง แต่เรื่องที่เกิดที่ห้องขังของหน่วยงานตัวเองกว่าจะยอมรับความจริงก็ปาเข้าไปนานโข



ว่าแต่...ทำแบบนี้บ่อยไหมเอ่ย?




อนาคาริก
03/03/17

Thursday, March 2, 2017

คิดว่าคนวัดกินหญ้าหรือ



คิดว่าคนวัดกินหญ้าหรือ?


        จากหัวข้อข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ พูดไปในทำนองเดียวกันว่า ผบ.ทบ. แนะให้หลวงพ่อธัมมชโย เสียสละ มอบตัว แล้วทุกอย่างจบ

         ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า ใครคือต้นเหตุของเรื่องนี้ อยากให้ท่านผบ.ทบ. ได้กลับไปศึกษาดูให้ดี ด้วยใจที่เป็นกลางและเป็นธรรม แล้วจะพบว่า ต้นเหตุมันอยู่ที่คนตั้งธง ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่หลวงพ่อเป็นคนทำ


        หากหลวงพ่อยอมตามกระบวนการอยุติธรรม ต่อไปภายหน้า พระสงฆ์ทั้งแผ่นดิน มีสิทธิจะถูกจับสึกได้ทั้งนั้น มีสิทธิถูกรุกรานจากฝ่ายอาณาจักรได้ตลอดเวลา

        อย่าคิดว่าชาววัดรู้ไม่เท่าทันว่า การบริหารประเทศมีปัญหา เงินจะหมดคลัง จึงคิดจะหาช่องทางง่าย ๆ และช่องทางที่ว่าก็คือ วัดใหญ่ ๆ ทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะวัดพระธรรมกาย


        คงไม่ต้องเท้าความไปตั้งแต่ต้น เอาแค่การกระทำในระยะใกล้ ที่เข้ามาค้นแล้วไม่พบหลวงพ่อ โดยหลักแล้วก็ต้องออกไป แต่ก็ไม่ยอมออก เพราะเจตนาแท้จริงคือ ยึดวัดพระธรรมกายใช่หรือไม่?


         ครั้งที่พญามารจะรุกรานพระโพธิสัตว์ก็มีขั้นตอน ๓ ประการ คือ ข่มขู่ ทวงสิทธิ์ และอ้อนวอน ผ่านไป 2,500 กว่าปี วิธีการก็ยังเดิม ๆ แม้ในวันนี้ศิษย์วัดจะมีปัญญายังจำกัดอยู่ แต่ก็คงไม่โง่พอที่จะตกเป็นเหยื่อของพญามาร

ครับ คนวัดกินข้าว ไม่ได้กินหญ้าครับ




อนาคาริก
03/03/17

ทำเพื่ออะไร



ทำเพื่ออะไร
        หากสถานการณ์อยู่ในระหว่างการเผชิญหน้ากันแต่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง สิ่งสำคัญก็คือ ต้องไม่สร้างความหวาดระแวงให้กัน

        แต่ปรากฏว่าในช่วงสองสามวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้สร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นกับชาววัด ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่ายเลย


        กล่าวคือ ได้มีการแอบเข้ามาตัดสายสัญญาณถอดอุปกรณ์และทำลายกล้องวงจรปิดที่ทางวัดและมูลนิธิติดตั้งไว้เพื่อความปลอดภัยโดยรอบบริเวณ

        เรียงลำดับกล้องวงจรปิดที่ถูกเจ้าหน้าที่ทุบ ทำลายหรือนำไป มีดังนี้

        1.กล้องประตู 8

        2.กล้องประตู 7

        3.กล้องประตูรั้วสังกะสีข้างประตู 1

        4.กล้องประตู 1(หน้าโบสถ์)

        5.กล้องมุมอาคาร100ไร่ตรงข้ามประตู 4


        คำถามที่เกิดขึ้นคือ ในการใช้ม. 44 นั้น ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการทุบ ทำลายหรือนำสิ่งของไปได้ด้วยหรือ?


        การกระทำอย่างนี้ จะทำให้คนวัดมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมได้หรือ ในเมื่อเจ้าหน้าที่สามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ

        คำถามสุดท้ายคือ การที่ทำอย่างนี้ต้องการปกปิดอะไรหรือไม่ หรือเพื่อเตรียมการจะทำอะไรเช่น การนำของผิดกฎหมายมาซุกซ่อนใช่หรือไม่

        หากตอบว่า ไม่ใช่ ก็ขอถามต่อว่า


แล้วทำเพื่ออะไร?

วัดใจกันหน่อยไหมครับ



วัดใจกันหน่อยไหมครับ



        เห็นท่านนายกฯ ออกมาเรียกร้องอยากเข้าตรวจสอบวัดพระธรรมกาย และกล่าวว่า หากหลวงพ่อเจ้าอาวาสไม่อยู่ก็ให้ค้นสิ


        ก็ขอเรียนฟื้นความทรงจำท่านว่า คนของรัฐ ได้เข้ามาตรวจถึง 3 วันแล้ว ที่เป็นทางการ (ไม่รวมที่แฝง ๆ เข้ามาอีกไม่รู้กี่ครั้ง) มีการเซ็นรับรองด้วยว่า ไม่พบผู้กระทำความผิดหรือของผิดกฎหมาย


       ในทางกลับกัน หากประชาชนจะขอเรียกร้องท่านว่า ขอให้ยกเลิก ม. 44 ได้ไหมครับ หากท่านไม่กลัวว่า บ้านเมืองจะเจริญขึ้น ก็ลองยกเลิกสิครับ

       วัดพระธรรมกายยอมให้เข้าไปตรวจถึง 3 ครั้งแล้ว ท่านจะลองยกเลิก ม. 44 ครั้งแรกจะได้ไหม


วัดใจกันหน่อยไหมครับ




อนาคาริก
03/02/17






Wednesday, March 1, 2017

สู้กันด้วยความจริงดีไหม?



สู้กันด้วยความจริงดีไหม?


        ในการต่อสู้ที่ยุติธรรม จะต้องดูองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น สถานที่หรือเวทีของการต่อสู้ รูปร่างหรือน้ำหนักของคู่ต่อสู้ อาวุธที่ใช้ในการต่อสู้

        ณ วันนี้แม้ไม่ใช่การต่อสู้แต่ก็เหมือนการต่อสู้ ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับวัดพระธรรมกาย


        เปรียบเทียบทั้งสองฝ่ายแล้ว หาราคาต่อรองไม่เจอ เพราะทางฝ่ายหน่วยงานของรัฐมีทั้งสรรพกำลัง สรรพอาวุธ ที่จะขนมาใช้ในการต่อสู้ โดยเฉพาะมีกฎหมายอยู่ในมือที่ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญ


        ฝ่ายของวัด มีเพียง "ความจริง" เป็นอาวุธ ที่ใช้อยู่และเป็นอาวุธชิ้นเดียวจริง ๆ บวกกับจิตสำนึกของความเป็นเจ้าของวัดที่พร้อมจะถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา รักษาพระพุทธศาสนา

        แม้จะมีเพียงอาวุธชิ้นเดียว ก็ยังไม่วายจะถูกเอาเปรียบโดย

        ๑.​การตัดอินเทอร์เน็ต ตัดการสื่อสาร

        ๒.หน่วยงานของรัฐเข้าไปควบคุมสื่อให้นำเสนอในด้านที่เป็นประโยชน์กับตน

        ไหน ๆ ก็มองว่าวัดเป็นคู่ต่อสู้แล้ว ก็น่าจะให้ความเป็นธรรมกันบ้าง สู้กันแบบลูกผู้ชาย อย่างน้อยที่สุด

สู้กันด้วยความจริงดีไหม?




อนาคาริก
03/02/17

อีกกี่ชีวิตจึงจะพอใจ



อีกกี่ชีวิตจึงจะพอใจ


        นักสร้างบารมีละโลกไปอีกแล้วหนึ่งท่าน สังเวยให้กับ ม. 44 ของรัฐบาลที่พร่ำบอกว่าจะคืนความสุขให้กับประชาชน


        น้องพัฒผู้มีรอยยิ้มจริงใจ รักในการช่วยเหลือผู้อื่น ต้องจากหมู่คณะไปก่อนวัยอันควร ทั้งที่หากเป็นสถานการณ์ปกติเรื่องนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย



        ในเวลาประมาณ 11.29 น. น้องพัฒได้ไลน์หาเพื่อนว่าเหนื่อย หายใจไม่ออก ขอยาพ่น ซึ่งปกติก็จะใช้เวลาเพียงแค่ไม่เกิน 10 นาที ก็สามารถจะนำยาพ่นมาให้เธอได้ 

        แต่เพราะ ม. 44 ที่เกิดจากใจของผู้นำที่อำมหิต ทำให้ต้องผ่านด่านต่าง ๆ ต้องอธิบายให้ลิ่วล้อทั้งหลายอีกไม่รู้กี่ด่าน กว่าจะผ่านไปถึงที่พักและพังประตูเข้าไป ต้องใช้เวลาถึง 7 เท่าของการเดินทางปกติ คือ 70 นาที และพบว่า น้องพัฒได้สิ้นใจเสียแล้ว

       เพียงเริ่มใช้ ม. 44 ได้แค่ 14 วัน ก็มีผู้เสียชีวิต(เท่าที่ทราบ)ไปแล้ว 2 ท่าน อยากจะถามว่า ท่านผู้นำต้องการอีกกี่ชีวิตจึงจะพอใจ

       หรือคงไม่รู้สึกอะไร เพราะเขาเหล่านั้น ไม่ได้นามสกุล "จันทร์โอชา"





อนาคาริก
03/01/17