Saturday, February 25, 2017

วัดสำหรับพระ...จริงหรือ?



วัดสำหรับพระ...จริงหรือ?


        ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำให้ปู่ย่าตายายผู้รักษาแผ่นดินไทยด้วยชีวิต พากันอุทิศที่ดินที่ตนมีอยู่เพื่อสร้างวัดไว้ใช้ในการสั่งสมบุญ สั่งสมบารมี 

        ก่อนวันที่จะถวายก็ตั้งใจนุ่งขาว ห่มขาว กลั่นตัวเองให้ใส เตรียมกาย วาจา ใจ ให้เหมาะสมต่อการเป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่


        เมื่อถึงวันที่ถวาย ก็น้อมจิตให้เป็นกุศล เปล่งเสียงออกจากใจที่กลั่นไว้ดีแล้วว่า

        “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับทราบ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอมอบถวายพื้นที่นี้ พร้อมกับของบริวารแก่สงฆ์ เพื่อประโยชน์เป็นสถานที่สร้างวัด สำหรับพระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในทิศทั้ง ๔ ทั้งที่มาแล้วและยังมิได้มา

         ขออานิสงส์แห่งการถวายพื้นที่ เพื่อประโยชน์เป็นสถานที่สร้างวัด สำหรับพระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในทิศทั้ง ๔ ทั้งที่มาแล้วและยังมิได้มานี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ปิยชนทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ






        ณ วันนี้ ลูกหลานซึ่งไม่เคยลำบากในการสร้างชาติมาเยี่ยงบรรพบุรุษ กลับกีดกั้นมิให้พระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ เข้าไปในวัดที่บรรพชนได้ทุ่มเทสร้างกันไว้


วิญญาณปู่ย่าตายายคงจะร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า


“ไอ้ลูกหลานจัญไร”




อนาคาริก
02/26/17




คนไทยมีปัญหากับการอ่านจริงหรือ?



คนไทยมีปัญหากับการอ่านจริงหรือ?

        เมื่อหลายปีก่อน ผู้เขียนได้พบข้อเขียนว่า คนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยวันละ ๘ บรรทัด ก็อดจะหงุดหงิดไม่ได้

        เมื่อหลายเดือนก่อน ได้อ่านพบว่า การศึกษาของไทย อันดับร่วงจนอยู่ท้ายแถวในเอเชีย ตามหลังเวียดนาม กัมพูชา ก็รู้สึกเศร้าใจ

        เช้านี้อ่านพบคำพูดของผู้นำประเทศ ก็ได้ข้อคิดว่า ไม่น่าแปลกใจหากคนในชาติจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เพราะขนาดผู้นำ ยังอ่านหนังสือ “ไม่แตก”

        ทำไมผู้เขียนจึงพูดอย่างนั้น ก็ดูเอาแล้วกันนะ


        แล้วทราบไหมว่าลุงเขาพูดไง ดูอีกที



        นอกจากอ่านหนังสือไม่แตกแล้ว ยังปัดสวะเก่งซะด้วย ชาวบ้านเดือดร้อน ค้าขายไม่ได้ เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ เพราะ ม.​๔๔ นี่แหละ 

        ช่วยอ่านหลาย ๆ เที่ยว แล้วทำตัวแมน ๆ รับผิดชอบหน่อยนะท่าน





อนาคาริก
02/26/17

ยุคทองของ DSI


ยุคทองของ DSI



        ไม่ว่ายุคใดสมัยใด หากหวังความก้าวหน้าในเส้นทางราชการก็ต้องอาศัยมีผู้สนับสนุน และแน่นอนที่สุด ก็ต้องมีการตอบแทนในการก้าวไปสู่จุดนั้น

        ตรงกันข้าม หากไม่สนองนโยบาย เส้นทางนั้นก็เป็นอันสิ้นสุด



        ณ วันนี้ การปลด ท่านพนม ศรศิลป์ จาก ผ.อ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้วแต่งตั้งคนของ DSI เข้ามาทำหน้าที่แทน คงจะบอกอะไรได้หลาย ๆ อย่าง



        ท่านพนม เป็นชาวพุทธที่รักพระพุทธศาสนา มีความเคารพพระ มีความนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย เมื่อรับภารกิจมาจึงทำด้วยความระมัดระวัง ทำให้ไม่เป็นที่ถูกใจของเจ้านายที่ต้องการให้เล่นงานพระ

        ยุทธการเปลี่ยนหัวเพื่อให้บรรลุผล จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
 

        ก็คงต้องจับตาดูว่า ภายใต้การกางตาข่ายด้วยฝีมือของ DSI ทั้งจากกระทรวงยุติธรรม คลุมมาถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเป็นอย่างไร





        อย่างไรเสียก็อย่าลืมตรวจตรากล้องวงจรปิดให้ดี เผื่อจะมีการใช้ถุงเท้ากับบานพับ แถว ๆ นี้บ้างนะครับ




อนาคาริก
02/26/17

Friday, February 24, 2017

ชัดยิ่งกว่าชัด



ชัดยิ่งกว่าชัด

        จะมีอะไรชัดเจนมากกว่านี้อีกไหมครับ 

        ก็จะอะไรหล่ะ หากไม่ใช่เพราะคำพูดจากปากของท่านนายกฯ




        หายสงสัยกันแล้วนะครับ ว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ การต้องการเข้ามาบริหารจัดการวัด หรือถ้าจะพูดตรง ๆ ก็คือ จะเข้ามาเอารูปหล่อทองคำนั่นเอง

         คิดบ้างไหมว่า กว่าสาธุชนเขาจะรวบรวมทองคำได้ ๑ ตัน เขาต้องใช้ความเพียรพยายามประกอบด้วยศรัทธามากแค่ไหน จู่ๆ จะมาเอารูปหล่อทองคำไปซะนี่

         สำหรับผู้เขียนคงบอกได้คำเดียวว่า

ข้ามศพกรูก่อนนะมรึง



อนาคาริก
02/25/17




     

รัฐบาลกลัวอะไร



รัฐบาลกลัวอะไร

        เรื่องนี้ตอบได้ง่ายมาก...กลัวความจริงครับ ผู้เขียนไม่ได้พูดแบบมีอคติ แต่ประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่วัดพระธรรมกาย

        รัฐบาลอาศัยสื่อที่มีอยู่ในมือ ให้ข่าววัดที่เป็นเชิงลบมาตลอด แต่กระนั้น วัดก็มีช่องทางในการนำเสนอความจริง

        เมื่อสู้กันด้วยความจริงสู้ไม่ได้ มาตรการล่าสุดจึงต้องเป็นการตัดสัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เนต

        นี่คือตัวอย่างที่สื่อถูกสั่งให้นำเสนอ


เชื่อไหมครับว่า พระ 500 รูป?

ต่อไปดูภาพที่เป็นความจริงนะครับ


         ก็ต้องดูกันต่อไปว่า ระหว่างความจริงกับความเท็จ ใครจะชนะ
แต่สำหรับชาวพุทธที่แท้จริงแล้ว เชื่อมั่นเสมอว่า 

        ในที่สุด ความจริงหรือสัจจะจะต้องชนะอย่างแน่นอน




อนาคาริก
02/25/17

Sunday, February 12, 2017

เล่นอะไรกัน...เมืองไทย



เล่นอะไรกัน...เมืองไทย

        ผู้เขียนได้รับข้อความจากไลน์ของเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศส่งมาด้วยความดีใจว่า มีภาพดี ๆ ที่เกิดขึ้นที่เมืองไทย ทำให้เขารู้สึกปลื้มใจว่า สื่อต่างประเทศที่มาทำข่าวต่างก็กล่าวกันว่า อัศจรรย์กับภาพที่เกิดขึ้น จึงรีบกดเข้าไปตามลิงค์ที่เพื่อนให้มา 



แล้วก็ปรากฏข้อความดังนี้


        ด้วยความแปลกใจว่า เอ มันมีปัญหาอะไร ก็เลยลองส่งลิงค์ไปให้เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ก็มีผลเช่นเดียวกัน เลยต้องขอให้เพื่อนที่อยู่ต่างประเทศแคปภาพส่งมาว่าคือ ภาพอะไรแน่ แล้วเพื่อนก็ส่งภาพมาให้ดังนี้





        เมื่อได้รับภาพคำถามที่เกิดขึ้นในใจจนอยากตะโกนออกมาคือ

        ๑. เนื้อหาตรงไหนที่ไม่เหมาะสม

        ๒. ข้อมูลตรงไหนที่ไม่เหมาะสม

        ๓. คนที่ห้ามใช้มาตรฐานอะไรตัดสิน

        หรือว่าเพราะนี่คือ ภาพของวัดพระธรรมกาย จึงมีอคติใช่หรือไม่ หากเป็นวัดอื่นจะมีปัญหาแบบนี้หรือไม่

        ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ภาพดี ๆ แบบนี้กลับถูกปิดกั้น แทนที่จะให้เยาวชนได้เห็นภาพดี ๆ ท่านคงอยากจะให้มีแต่ภาพที่ทำให้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในกระแสกิเลสกระมัง

เศร้าจัง...ประเทศไทย




อนาคาริก
02/12/17


Friday, February 10, 2017

ตามล่า...วัสสการพราหมณ์



ตามล่า...วัสสการพราหมณ์


        เมื่อเอ่ยถึงวัสสการพราหมณ์ แน่นอนว่า ทุกท่านจะต้องนึกถึงคนที่ทำให้เกิดการแตกแยกในกลุ่ม ในหมู่ ในคณะ ซึ่งความจริงแล้ว การที่จะทำให้หมู่คณะขาดความสามัคคี ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ หากหมู่คณะใด ยึดมั่นในคุณธรรมที่สำคัญคือ

        ๑. มีความเคารพ เชื่อมั่นในผู้นำ คณะกรรมการหรือผู้ใหญ่ในที่นั้น ๆ

        ๒. มีวินัย ว่าอย่างไรว่าตามกันตามธรรมและวินัยของหมู่คณะ

        ๓. มีความอดทน ไม่ถือเอาความคิดตนเป็นใหญ่


        หากเราได้ศึกษาจากประวัติศาสตร์จีนหรือกลยุทธสามก๊กก็ตาม ซุนหวู่ก็ตาม จะเห็นว่า เมื่อจะเข้าตีเมืองแห่งใด ก็ต้องไปศึกษาว่า เมืองนั้นมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร จึงมีคำกล่าวว่า “ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ซึ่งวิธีการในการจะเข้าไปทำลายก็จะแตกต่างกันออกไป บางครั้งก็ใช้กำลังทหาร บางครั้งก็ใช้วิธีการทูต บางครั้งก็ใช้แผนเอาหญิงงามเข้าล่อ เป็นต้น


        ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระเจ้าอชาติศัตรู ต้องการยกทัพไปปราบกษัตริย์ลิจฉวี ก็พบว่า จุดแข็งของกษัตริย์ลิจฉวี คือ ความสามัคคี โดยยึดหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งกล่าวโดยสรุป คือ การให้ความเคารพในการประชุม และเคารพในผู้หลักผู้ใหญ่



        เมื่อพบจุดแข็งดังนี้ บทบาทเด่น จึงมาตกที่วัสสการพราหมณ์ โดยดำเนินแผนเป็นขั้นตอน


        ๑. ยอมเจ็บตัว ให้ถูกโบยตี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พูดง่าย ๆ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือ ต้องให้อีกฝ่าย เกิดความตายใจ เชื่อใจให้ได้



        ๒. เข้ามาตีสนิทกับกลุ่มของกษัตริย์ลิจฉวี จนได้รับความไว้วางใจ ให้สอนหนังสือราชโอรส ถ้ายุคนี้ก็คงจะเป็นการเข้ามาตีสนิทกับสมาชิกในกลุ่มบุคคลต่าง ๆ



        ๓. เมื่อสนิทมากเข้า ก็เริ่มแผนขั้นต่อไปคือ การใส่ข้อมูล ให้เกิดความระแวงกัน ไม่ไว้ใจกันในกลุ่มต่าง ๆ จนกระทั่งมองกันแบบจับผิด จนขาดคุณธรรมสำคัญเบื้องต้น คือ ความเคารพ ความมีวินัย และความอดทน


        ๔. เมื่อความหวาดระแวงกระจายออกไปสู่วงกว้าง ในที่สุดก็บรรลุวัตถุประสงค์ องค์กรนั้นก็จะสลายไป สมประสงค์ของวัสสการพราหมณ์


        ดังนั้นองค์กรใดก็ตามที่ต้องการรักษาความมั่นคง ความเป็นปึกแผ่น จะต้องรักษาความสามัคคีให้ดี ช่วยกันสอดส่อง คอยสังเกตดูพฤติกรรมของวัสสการพราหมณ์ ที่สำคัญคือ พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างโดยอาศัยหลักอปริหานิยธรรม และนำเอาเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นเครื่องเตือนใจ จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร


        หากทำได้อย่างนี้ต่อให้มีวัสสการพราหมณ์เป็นร้อยก็ไม่สามารถจะสั่นคลอนองค์กรนั้น ๆ ได้








อนาคาริก
02/10/17